10 กันยายน 2556

อดีตประธานฝ่ายดีไซน์ Nokia เตือน Apple กำลังเป็นเหยื่อความสำเร็จในอดีตเหมือน Nokia


Frank Nouvo อดีตประธานฝ่ายดีไซน์ของ Nokia (ตำแหน่งอาจจะเทียบได้กับ Jonathan Ive ของ Apple) ได้ให้สัมภาษณ์ กับ The Australian Financial Review เกี่ยวกับความเห็นของเขาสำหรับความล้มเหลวของ Nokia สำหรับประวัติของ Frank Nouvo นั้นเขาได้ทำงานให้กับ Nokia ตั้งแต่ปี 1989 ในฐานะที่ปรึกษาจากนั้นจึงมาเป็นพนักงานประจำตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2006 ซึ่งเป็นช่วงที่ Nokia ยังอยู่ในขาขึ้นอยู่ ผลงานที่สำคัญของเขานั้นคือการสร้าง Vertu ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Nokia ที่ดีไซน์โทรศัพท์หรูหราลูกค้ากระเป๋าหนักเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจเดียวของ Nokia ที่กำไรอยู่ก่อนที่จะขายออกไปในช่วงที่ Nokia ถึงจุดตกต่ำ
7d811084-16b7-11e3-adef-84d2dd1d2851_syd-4y1lj7rb9w01am1z1828--646x363
จุดที่เขามองนั้นเป็นเพราะว่า Nokia นั้นทำสิ่งที่คิดว่าตนเองทำได้ดีอยู่และเป็นจุดแข็งของตัวเองอยู่แล้วและพลาดโอกาสใหม่ไปด้วยเชื่อว่าตนเองกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้องจากความสำเร็จของตัวเองในขณะนั้น เขาบอกว่าในช่วงที่เขายังอยู่ Nokia นั้นได้ในบริษัทได้มีการทดลองอุปกรณ์ที่ใช้หน้าจอสัมผัสแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายปีก่อนที่จะมี iPhone หรือ iPad ออกมาด้วยซ้ำ สิ่งที่ขาดไปสำหรับ Nokia ในตอนนั้นคือ “Sense of Urgency” ว่าอะไรเป็นสิ่งที่กำลังคุกคามบริษัทอยู่ในไม่ช้า เนื่องจากยอดขายในของ Nokia ในช่วงนั้นที่จัดว่าดี ทำให้ Nokia ปรับปรุงพัฒนาสินค้าในแบบเดิมๆ มากกว่าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกับของเดิมหรือไม่ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวนั้นก็เรียกว่าสายไปแล้ว
เขายังเตือนว่า Apple ในตอนนี้ไม่ต่างกับ Nokia ในช่วงรุ่งเรืองมากนักกับการยิดติดกับความสำเร็จในแบบเดิมๆ ของตัวเองมากกว่ายอมเสี่ยงที่จะสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาเหมือนในยุค iPod, iPhone หรือ iPad เพราะ Apple มาถึงในจุดที่ลูกค้าชอบในผลิตภัณฑ์ของตน จึงทำให้ทำสินค้าออกมาในแบบเดิมๆ และก็ยังขายได้ดี จึงไม่อยากที่จะเสี่ยงทำอะไรที่ออกมาแล้วซึ่งอาจจะล้มเหลวก็ได้
ในตอนนี้ Frank Nouvo ได้เปิดบริษัทดีไซน์ในชื่อ Design Studio Nouvo ซึ่งรับออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับลูกค้าทั่วโลกครับ

ทีมา:specphone.com

บอร์ดบริหาร BlackBerry เร่งปิดดีล หาผู้ซื้อส่วนฮาร์ดแวร์ของบริษัทเดือนพฤศจิกายนนี้


หลังจากที่ Nokia ลอยตัวไปแล้วเนื่องจาก Microsoft ได้ซื้อกิจการของ Nokia ส่วนฮาร์ดแวร์ไปก็อาจจะถือได้ว่า Nokia นั้นได้เป็นลูกของ Microsoft ไปเต็มตัวแล้ว ก็เหลือแต่ BlackBerry ตอนนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหนกันแน่ เพราะชะตากรรมของ BlackBerry 10 ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้ช่วยบริษัทเท่าไรนัก และดูแล้วก็ยังไม่มีใครที่สนใจจะซื้อ BlackBerry ในตอนนี้อีกด้วย
BlackBerry-Q10-Screen
ในตอนนี้มีรายงานจากทาง Wall Street Journal ว่าบอร์ดบริหารของ BlackBerry ในตอนนี้ว่ากำลังเร่งที่จะขายกิจการส่วนฮาร์ดแวร์ของ BlackBerry อย่างเร่งด่วน โดยจะเปิดให้ประมูลในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งได้มีการเข้าไปพูดคุยกับบริษัทหลายรายแล้ว แต่ยังไม่มีข้อตกลงในการซื้อขายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าต่อจากนี้ไป BlackBerry จะกลายเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเซอร์วิสอย่างเดียว อย่างที่เคยมีข่าวว่า BlackBerry จะแยกบริษัทออกมาทำด้าน Messenger ต่างหากเท่านั้น
สาเหตุการเร่งขายอาจะเป็นเพราะว่า Microsoft นั้นได้ซื้อ Nokia ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยจึงทำให้จำนวนผู้ที่อาจจะซื้อ BlackBerry นั้นลดไปอีก 1 รายใหญ่ ทำให้บริษัทต้องเร่งขายส่วนฮาร์ดแวร์อย่างเร่งด่วนเพราะฮาร์ดแวร์ของ BlackBerry ตอนนี้ถืเป็นส่วนที่ขาดทุนหนักของบริษัทเนื่องจากระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 ที่ทำนั้นไม่ได้รับความนิยมนั่นเองครับ

ที่มา :specphone.com

อดีตพนักงาน Nokia รวมตัวกันตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Newkia เพื่อทำ Android


ข่าวนี้อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับหลายๆ คนที่อยากให้ Nokia มาทำ Android เพราะว่าได้มีอดีตพนักงานจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ชื่อว่า “Newkia” ขึ้นที่สิงคโปร์ โดยมีแผนว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในการผลิตสมาร์ทโฟนออกมา หนึ่งในหัวใหญ่ก็คือ Thomas Zilliacus อดีตซีอีโอฝั่งเอเซีย-แปซิฟิคนั่นเอง
newkia-phone
เป้าหมายของเขานั้นก็คือต้องการสร้างสมาร์ทโฟนที่ใช้เทคโนโลยี Nokia ขึ้นมา แต่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งในขณะที่อยู่ใน Nokia นั้นก็มีพนักงานหลายคนสนใจแนวคิดนี้ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากการตัดสินใจของซีอีโอใหญ่อย่าง Stephen Elop และในตอนนี้เขาได้รวบรวมอดีตทีมงาน Nokia หลายคนที่สนใจทำ Android มาอยู่ในทีมแล้ว
ถึงแม้ว่าบริษัทจะตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ แต่แผนกวิจัยและพัฒนาจะยังอยู่ที่ฟินแลนด์ บ้านเกิดของ Nokia เช่นเดิม ซึ่ง Newkia มีเป้าหมายที่จะออกสมาร์ทโฟนเครื่องแรกให้ได้ใน 1 ปี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เอเซียเป็นหลักครับ

ที่มา :specphone.com

หลุด Nokia Lumia 1520 จอ 6 นิ้ว 1080p ใช้ตัวอัพเดท Windows Phone GDR3


อีกไม่นานแล้วที่ Nokia จะจัดงานเปิดตัวในวันที่ 26 กันยายนนี้โดยมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ขนาด 6 นิ้ว รวมไปถึงแท็บเล็ตตัวแรกจาก Nokia ด้วย ข้อมูลล่าสุดนี้ก็เป็นการยืนยันว่าเราน่าจะได้เห็น Windows Phone จอใหญ่ตัวนี้เปิดตัวแน่นอน
lumia1520photos5_1020_verge_super_wide
โดย Lumia ตัวนี้จะเปิดตัวในชื่อ Lumia 1520 ตามข่าวที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งยืนยันสเปคแล้วว่าจะมีหน้าจอขนาด 6 นิ้วจริง โดยมีการถ่ายรูปเทียบขนาด Xperia Z ที่มีจอขนาด 5 นิ้วด้วย โดยจอจะมีความละเอียด 1080p แรม 2 GB ใช้ตัวประมวลผล Snapdragon 800 พื้นที่เก็บข้อมูลขนาด 32 GB ใส่ microSD ได้ พร้อมกับกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
ตัว Lumia 1520 นั้นก็ใช้บิลด์ “Bittersweet shimmer” เหมือนกับบน Lumia 920 ที่หลุดออกไม่กี่วันก่อนนี้ ซึ่งเป็นรหัสพัฒนาที่เราเคยได้ยินชื่อ GDR3 นั่นเองครับ
lumia1520photos2_1020_verge_super_wide
lumia1520photos11_1020_verge_super_wide
lumia1520leak3_1020_verge_super_wide
nokialumia1520leaknew13_1020_verge_super_wide


ที่มา : The Verge

เปรียบเทียบสเปค iPhone 5S, Samsung Galaxy S4 และ Samsung Galaxy Note 3 สามสุดยอดมือถือแห่งปี 2013



ก็ได้เห็นกันไปแล้วสำหรับการเปิดตัว iPhone 5S สมาร์ทโฟนเรือธงของ Apple ประจำปีนี้ แน่นอนว่าน่าจะมีหลายคนอยากนำมาเทียบกับสมาร์ทโฟนตัวท็อปล่าสุดของ Samsung อย่าง Samsung Galaxy S4 และ Samsung Galaxy Note 3 อย่างแน่นอน ทางเราจึงจัดการทำตารางเปรียบเทียบสเปคเด่นๆ ของทั้งสามรุ่นออกมาให้ได้เปรียบเทียบแล้วครับ ดังตารางด้านล่างนี้เลย

ที่มา :specphone.com

จุดเด่นของ iPhone 5Sและเจาะฟีเจอร์เด่นของ iPhone 5S


จุดเด่นของ iPhone 5S
  • มาพร้อมชิปประมวลผล Apple A7 ซึ่งเป็นชิปสำหรับสมาร์ทโฟนตัวแรกที่รองรับการประมวลผลแบบ 64-bit
  • iPhone 5S เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่ทำงานในระบบ 64-bit เต็มรูปแบบ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์อย่าง iOS 7 (แต่ก็ยังใช้งานแอพทุกตัวบน App Store ได้ตามปกติ)
  • iPhone 5S จะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้นกว่า iPhone 5 สองเท่า และดีกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 40 เท่า ส่วนด้านกราฟิกก็จะดีกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 56 เท่า
  • รองรับ OpenGL 3.0 ทำให้กราฟิกของเกมดูสวยสมจริงขึ้น
  • ติดตั้งชิปช่วยประมวลผลชื่อว่า M7 ซึ่งใช้สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวจาก Accelerometer, Gyroscope และเข็มทิศในเครื่อง เพื่อลดการทำงานของชิปหลักอย่าง A7 ลง ทำให้ระบบโดยรวมกินไฟน้อยลง
  • ตัวเครื่องบาง 7.6 มิลลิเมตรเท่า iPhone 5
  • หนัก 112 กรัมเท่า iPhone 5
  • จอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 เท่า iPhone 5
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่า iPhone 5 เล็กน้อย
  • รองรับ 3G ทุกเครือข่าย รองรับ 4G LTE ในไทยแน่นอน
  • ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้ปุ่มโฮม ใช้ชื่อว่า Touch ID ผิวปุ่มโฮมใช้กระจก Sapphire กันรอยขีดข่วน
  • สามารถวางนิ้วทิศทางใดก็ได้ หน้าที่ของ Touch ID คือสามารถใช้ปลดล็อกเครื่อง ใช้แทนรหัสผ่านสำหรับซื้อแอพ ซื้อเพลง และจะรองรับแอพอื่นเพิ่มในอนาคต ทำให้ไม่ต้องมานั่งกดรหัสผ่านอีกต่อไป
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 15% มาพร้อมเลนส์รูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/2.2 รับแสงได้ไวขึ้น 33% ช่วยให้ภาพถ่ายสวยขึ้น สว่างขึ้น แม้จะความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิม
  • มาพร้อมแฟลชคู่ (True Tone) ที่ยิงแสงแฟลชคนละอุณหภูมิสีออกมาแบบอัตโนมัติ ใช้ได้กับแสงกว่าพันรูปแบบ เพื่อให้ภาพในที่มืดสวยยิ่งขึ้น
  • สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่เฟรมเรตสูงถึง 120 fps ที่ความละเอียด 720p (สามารถถ่ายสโลว์โมชันได้)
  • มีให้เลือก 3 สี คือ เทา-ดำ (Space Grey), สีทองและสีขาว-เงิน ไม่มีสีดำแบบ iPhone 5 อีกแล้ว
เจาะฟีเจอร์เด่นของ iPhone 5S
ชิปประมวลผล
iPhone 5S มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Apple A7 ที่มีพลังในการประมวลผลมากกว่าชิปรุ่นเดิม โดยถ้าเทียบแล้วจะเป็นดังนี้
  • iPhone 5S แรงกว่า iPhone 5 สองเท่า
  • iPhone 5S แรงกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 20 เท่า
  • ด้านกราฟิก แรงกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 56 เท่า
โดยนอกเหนือจากด้านของความแรงแล้ว ชิป A7 ใน iPhone 5S ยังมาพร้อมคุณสมบัติสำหรับชิปประมวลผลยุคใหม่ นั่นคือความสามารถในการประมวลผลชุดคำสั่งแบบ 64-bit ได้เป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ทำให้ iPhone 5S กลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่สามารถทำงานในสถาปัตยกรรมระดับ 64-bit ได้ (ที่ได้รับการเปิดตัว เตรียมวางขายจริงอย่างเป็นทางการ) เทียบเคียงกับคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของการประมวลผลแบบ 64-bit ก็คือความสามารถในการรับส่งข้อมูล การประมวลผลข้อมูลต่อหนึ่งรอบคำสั่งที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงขึ้นกว่าเดิมพอสมควร
ซึ่งการจะใช้งานระบบ 64-bit นั้น จำเป็นจะต้องรองรับเกื้อหนุนกันทั้งฝั่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในงานนี้ Apple จึงได้ฤกษ์ประกาศว่า iOS 7 ที่จะเปิดให้ใช้งานเต็มรูปแบบในวันที่ 18 กันยายนเป็นต้นไปนี้ รองรับการทำงานแบบ 64-bit ในตัว พร้อมทั้งสามารถรันแอพได้ทั้ง 32-bit ในปัจจุบัน และ 64-bit ที่จะค่อยๆ ได้รับการเปลี่ยนถ่ายต่อไปในอนาคต ส่วนทูลสำหรับเขียนแอพ iOS อย่าง Xcode เองก็ได้รับการอัพเดตให้สามารถเขียนแอพ 64-bit ได้แล้วเช่นกันครับ
*** iPhone 5S สามารถใช้งานได้ทุกแอพบน App Store ตามปกติ ***
ชิปประมวลผลเสริม (Coprocessor)
นอกเหนือจากจะมีชิปตัวใหม่อย่าง Apple A7 แล้ว ใน iPhone 5S ก็ยังมีชิปประมวลผลเสริมมาให้อีก 1 ตัว นั่นคือชิปที่มีชื่อว่า M7 ที่เข้ามาจัดการในส่วนของการจับการเคลื่อนไหว (Motion) โดยเฉพาะ นั่นคือจะรับหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำพวก Accelerometer, Gyroscope และ เข็มทิศดิจิตอลในตัว เพื่อลดการทำงานของ A7 ลง (ส่งผลให้กินแบตโดยรวมน้อยลงด้วย)
ซึ่งการที่ชิป M7 ถูกออกแบบมาให้มีหน้าที่เฉพาะ ทำให้มันสามารถจับและประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหวได้แม่นยำกว่าชิปประมวลผลหลักอีกด้วย ตัวอย่างสถานการณ์ที่ชิป M7 ทำงานก็เช่นการสลับการนำทางของ Maps จากการขับรถไปเป็นการเดิม เมื่อมันตรวจจับว่าเรากำลังเดินอยู่ หรือระหว่างที่เราขับรถ ระบบก็จะตัดการทำงานของ Wi-Fi ไม่ให้พยายามจับสัญญาณที่เจอ เพื่อลดการกินแบตเตอรี่ลง
Touch ID
เรียกง่ายๆ ว่ามันก็คือปุ่มโฮมที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามา ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้นั่นเองครับ โดยตัวเซ็นเซอร์จะถูกฝังเอาไว้ใต้ปุ่มโฮมเลย การใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่วางนิ้วแตะลงไปบนปุ่มโฮมเท่านั้นเอง สามารถวางนิ้วในทิศทางองศาใดก็ได้ ซึ่งก่อนจะใช้งานได้ ก็จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของเราด้วยการสแกนเข้าไปเก็บไว้ในเครื่องก่อน โดยสามารถเก็บลายนิ้วมือได้หลายแบบ ประโยชน์ของ Touch ID ก็คือการใช้แทนรหัสผ่านยืนยันตัวตน ซึ่งในขณะนี้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบดังนี้
  • ใช้ปลดล็อกหน้าจอแทนรหัสผ่านปกติ
  • ใช้แทนรหัสผ่านสำหรับการซื้อเพลงจาก iTunes หรือซื้อแอพจาก App Store
  • จะรองรับแอพอื่นๆ จากผู้ผลิตแอพแบบ 3rd party ในอนาคต
ซึ่งเรื่องความแม่นยำ Apple ก็โฆษณาว่าระบบการอ่านลายนิ้วมือของ Touch ID ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี สามารถอ่านและเก็บข้อมูลลายนิ้วมือได้อย่างละเอียดกว่าที่เคยมีมาในอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือของเครื่องอื่นๆ อีกทั้งยังใช้ส่วนประมวลผลเฉพาะที่ฝังไว้ในชิป Apple A7 อีก ทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว ใช้งานได้ง่าย และจะทำให้ระบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นระบบหลักในอนาคต
ฮาร์ดแวร์กล้องที่ดีขึ้น
และแล้ว Apple ก็ไม่ได้ดันให้ความละเอียดกล้องสูงขึ้นจาก 8 ล้านพิกเซลไปเป็น 13 ล้านพิกเซลอย่างที่ลือครับ แต่หันมาให้ความสนใจในด้านการปรับฮาร์ดแวร์ภายในแทน โดยใน iPhone 5S จะใช้เซ็นเซอร์รับภาพของกล้องหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากใน iPhone 5 ราว 15% ขนาดเม็ดพิกเซลใหญ่ขึ้นเป็น 1.5 ไมครอน ที่ Apple ใช้คำโฆษณาแบบชัดๆ เลยว่า ยิ่งเม็ดพิกเซลใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพดีขึ้น ด้านของชุดเลนส์ก็ใช้ด้วยกัน 5 ชิ้น เพิ่มความกว้างรูรับแสงเป็น f/2.2 จากใน iPhone 5 ที่ใช้เพียง f/2.4
ซึ่งจากฮาร์ดแวร์โดยรวมแล้ว ก็น่าจะทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพดีขึ้น ในความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิม
แฟลช True Tone
นับว่าเป็นอีกเรื่องที่มีการลือมาระยะหนึ่ง สำหรับข่าวที่ว่า iPhone 5S จะมาพร้อมแฟลช LED แบบคู่ ซึ่งก็มาจริงตามข่าวครับ ในชื่อว่า True Tone โดยแฟลชคู่ที่ติดตั้งมาใน iPhone 5S จะเป็นหลอด LED ที่ให้แสงสว่างอุณหภูมิสีไม่เท่ากัน เพื่อให้สามารถชดเชยโทนแสงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุดแบบอัตโนมัติ ซึ่ง Apple เคลมว่าสามารถใช้งานได้กับสภาพแวดล้อมแสงไม่ต่ำกว่า 1,000 รูปแบบเลยทีเดียว โดยหลักๆ แล้วจะช่วยให้สีโทนผิวเวลาถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยออกมาได้ดีขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น นับว่าเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องของ iPhone ด้านการถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยไปได้พอสมควรเลย
โหมดการถ่ายรูป/วิดีโอ
iPhone 5S มีโหมดการถ่ายรูปและวิดีโอเข้ามาใหม่ 2 โหมดด้วยกัน ได้แก่
  • โหมด Burst-shot สำหรับถ่ายภาพรัว สามารถถ่ายได้ 10 ภาพต่อวินาที
  • โหมดถ่าย Slow Motion ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 720p ที่เฟรมเรต 120 fps โดยผู้ใช้สามารถมาเลือกได้เองว่าจะให้ส่วนไหนของวิดีโอเป็นภาพแบบ slow motion
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเรื่องการแก้ไขปัญหาภาพสั่นขณะถ่ายรูปอีกด้วย โดยระบบจะทำการเก็บภาพอย่างรวดเร็ว 4 ภาพ จากนั้นก็นำทั้ง 4 ภาพมาตัดต่อเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขอาการสั่นไหว สีและความสว่างเพื่อให้ภาพออกมาดูดีที่สุด
ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 5S
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่
เรื่องของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ คงต้องรอดูรีวิว iPhone 5S จริงๆ อีกทีครับ ว่าจะใช้ได้นานขนาดไหน ซึ่งทาง Apple เคลมว่าสามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone 5 นะ
แอพฟรี
ในการเปิดตัว iPhone 5S และ iPhone 5C ครั้งนี้ Apple ยังประกาศอีกด้วยว่าจะแจกแอพของตนอย่าง iPhoto, iMovie, Keynote, Numbers และ Pages บน iOS ให้ฟรี แต่สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 7 ที่เปิด activate ใช้งานครั้งแรกหลังวันที่ 1 กันยายนเท่านั้น เท่ากับว่าใครซื้อ iPhone 5S, iPhone 5C หรือจะเป็นเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่ใช้งาน iOS 7 ได้ และเปิด activate เพื่อใช้งานครั้งแรกหลังวันที่ 1 กันยายนเป็นต้นมา ก็จะได้แอพทั้ง 5 ตัวข้างต้นไปฟรีๆ เลย
นอกจากนี้ยังมีเคสหนังเตรียมออกมาวางจำหน่ายคู่กับ iPhone 5S ด้วย ในราคา $39 ต่อชิ้น แปลงเป็นเงินไทยแล้วก็เกือบๆ 1,200 บาท
คราวนี้เรามาดูหน้าตา iPhone 5S กันบ้าง






 ที่มา :specphone.com

กำหนดการวางขาย iPhone 5S



Apple จะเริ่มเปิดขาย iPhone 5S วันแรกในวันที่ 20 กันยายนนี้ ใน 9 ประเทศแรก เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย,​ ญี่ปุ่น, จีน และที่น่าสนใจที่สุดคือสิงคโปร์ครับ และจะเริ่มวาง ดังนั้นเราอาจจะได้เห็น iPhone 5S เครื่องหิ้วเข้ามาขายตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนนี้เลยก็เป็นได้

ราคา iPhone 5S


ราคา iPhone 5S แบบติดสัญญา 2 ปี ในสหรัฐฯ
  • 16 GB = $199
  • 32 GB = $299
  • 64 GB = $399
ราคา iPhone 5S เครื่องเปล่าในสหรัฐฯ
  • 16 GB = $649 (ราวๆ 21,000 บาท)
  • 32 GB = $749 (ราวๆ 24,000 บาท)
  • 64 GB = $849 (ราวๆ 27,000 บาท)
ราคา iPhone 5S เครื่องไม่ติดสัญญา (Unlocked) ในออสเตรเลีย
  • 16 GB = A$ 869 (ราวๆ 25,900 บาท)
  • 32 GB = A$ 999 (ราวๆ 29,900 บาท)
  • 64 GB = A$ 1,129 (ราวๆ 33,900 บาท)
ราคา iPhone 5S เครื่องไม่ติดสัญญา (Unlocked) ในสิงคโปร์
  • 16 GB = S$ 988 (ราว 25,000 กว่าบาท)
  • 32 GB = S$ 1,148 (ราว 29,000 กว่าบาท)
  • 64 GB = S$ 1,288 (ราว 32,000 กว่าบาท)
ส่วนราคา iPhone 5S ในไทย คงต้องมารอลุ้นกันอีกทีครับ ว่าจะเปิดมาที่เท่าไร แต่ดูแล้วน่าจะเปิดมาที่ราคาเท่ากับ iPhone 5 มือหนึ่ง

ที่มา :specphone.com

รวมข้อมูลของiPhone 5Sอัพเดทล่าสุด

ตารางเปรียบเทียบสเปค iPhone 5S, iPhone 5C และ iPhone 5


*** ราคาที่แปลงเป็นเงินไทย เป็นการประมาณการณ์จากการคำนวณค่าเงิน อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจไม่ตรงกับราคาขายจริงอย่างเป็นทางการในไทย ***




สเปค iPhone 5S
  • ชิปประมวลผล Apple A7 ซึ่งเป็นชิปสำหรับสมาร์ทโฟนตัวแรกที่รองรับการประมวลผลแบบ 64-bit (แต่ก็ยังใช้ทุกแอพบน App Store ได้เหมือนเดิม)
  • แรม 1 GB
  • หน้าจอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 Retina Display 326 ppi
  • ตัวเครื่องหนา 7.6 มิลลิเมตร หนัก 112 กรัม
  • ฝาหลังเป็นอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับ iPhone 5
  • กล้องหลัง (iSight) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 รองรับการถ่ายวิดีโอได้ความละเอียด 1080p
  • กล้องหน้า (FaceTime) ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้ 720p
  • ใช้นาโนซิม รองรับ 3G ทุกเครือข่าย รองรับ 4G LTE ด้วย
  • มาพร้อม iOS 7
  • รองรับ Siri
  • มีให้เลือก 3 สีคือเทา-ดำ (Space Grey), สีทองและสีขาว-เงิน ไม่มีสีดำแบบ iPhone 5 อีกแล้ว
ที่มา :specphone.com