10 กันยายน 2556

อดีตประธานฝ่ายดีไซน์ Nokia เตือน Apple กำลังเป็นเหยื่อความสำเร็จในอดีตเหมือน Nokia


Frank Nouvo อดีตประธานฝ่ายดีไซน์ของ Nokia (ตำแหน่งอาจจะเทียบได้กับ Jonathan Ive ของ Apple) ได้ให้สัมภาษณ์ กับ The Australian Financial Review เกี่ยวกับความเห็นของเขาสำหรับความล้มเหลวของ Nokia สำหรับประวัติของ Frank Nouvo นั้นเขาได้ทำงานให้กับ Nokia ตั้งแต่ปี 1989 ในฐานะที่ปรึกษาจากนั้นจึงมาเป็นพนักงานประจำตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2006 ซึ่งเป็นช่วงที่ Nokia ยังอยู่ในขาขึ้นอยู่ ผลงานที่สำคัญของเขานั้นคือการสร้าง Vertu ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Nokia ที่ดีไซน์โทรศัพท์หรูหราลูกค้ากระเป๋าหนักเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจเดียวของ Nokia ที่กำไรอยู่ก่อนที่จะขายออกไปในช่วงที่ Nokia ถึงจุดตกต่ำ
7d811084-16b7-11e3-adef-84d2dd1d2851_syd-4y1lj7rb9w01am1z1828--646x363
จุดที่เขามองนั้นเป็นเพราะว่า Nokia นั้นทำสิ่งที่คิดว่าตนเองทำได้ดีอยู่และเป็นจุดแข็งของตัวเองอยู่แล้วและพลาดโอกาสใหม่ไปด้วยเชื่อว่าตนเองกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้องจากความสำเร็จของตัวเองในขณะนั้น เขาบอกว่าในช่วงที่เขายังอยู่ Nokia นั้นได้ในบริษัทได้มีการทดลองอุปกรณ์ที่ใช้หน้าจอสัมผัสแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายปีก่อนที่จะมี iPhone หรือ iPad ออกมาด้วยซ้ำ สิ่งที่ขาดไปสำหรับ Nokia ในตอนนั้นคือ “Sense of Urgency” ว่าอะไรเป็นสิ่งที่กำลังคุกคามบริษัทอยู่ในไม่ช้า เนื่องจากยอดขายในของ Nokia ในช่วงนั้นที่จัดว่าดี ทำให้ Nokia ปรับปรุงพัฒนาสินค้าในแบบเดิมๆ มากกว่าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกับของเดิมหรือไม่ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวนั้นก็เรียกว่าสายไปแล้ว
เขายังเตือนว่า Apple ในตอนนี้ไม่ต่างกับ Nokia ในช่วงรุ่งเรืองมากนักกับการยิดติดกับความสำเร็จในแบบเดิมๆ ของตัวเองมากกว่ายอมเสี่ยงที่จะสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาเหมือนในยุค iPod, iPhone หรือ iPad เพราะ Apple มาถึงในจุดที่ลูกค้าชอบในผลิตภัณฑ์ของตน จึงทำให้ทำสินค้าออกมาในแบบเดิมๆ และก็ยังขายได้ดี จึงไม่อยากที่จะเสี่ยงทำอะไรที่ออกมาแล้วซึ่งอาจจะล้มเหลวก็ได้
ในตอนนี้ Frank Nouvo ได้เปิดบริษัทดีไซน์ในชื่อ Design Studio Nouvo ซึ่งรับออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับลูกค้าทั่วโลกครับ

ทีมา:specphone.com

บอร์ดบริหาร BlackBerry เร่งปิดดีล หาผู้ซื้อส่วนฮาร์ดแวร์ของบริษัทเดือนพฤศจิกายนนี้


หลังจากที่ Nokia ลอยตัวไปแล้วเนื่องจาก Microsoft ได้ซื้อกิจการของ Nokia ส่วนฮาร์ดแวร์ไปก็อาจจะถือได้ว่า Nokia นั้นได้เป็นลูกของ Microsoft ไปเต็มตัวแล้ว ก็เหลือแต่ BlackBerry ตอนนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหนกันแน่ เพราะชะตากรรมของ BlackBerry 10 ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้ช่วยบริษัทเท่าไรนัก และดูแล้วก็ยังไม่มีใครที่สนใจจะซื้อ BlackBerry ในตอนนี้อีกด้วย
BlackBerry-Q10-Screen
ในตอนนี้มีรายงานจากทาง Wall Street Journal ว่าบอร์ดบริหารของ BlackBerry ในตอนนี้ว่ากำลังเร่งที่จะขายกิจการส่วนฮาร์ดแวร์ของ BlackBerry อย่างเร่งด่วน โดยจะเปิดให้ประมูลในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งได้มีการเข้าไปพูดคุยกับบริษัทหลายรายแล้ว แต่ยังไม่มีข้อตกลงในการซื้อขายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าต่อจากนี้ไป BlackBerry จะกลายเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเซอร์วิสอย่างเดียว อย่างที่เคยมีข่าวว่า BlackBerry จะแยกบริษัทออกมาทำด้าน Messenger ต่างหากเท่านั้น
สาเหตุการเร่งขายอาจะเป็นเพราะว่า Microsoft นั้นได้ซื้อ Nokia ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยจึงทำให้จำนวนผู้ที่อาจจะซื้อ BlackBerry นั้นลดไปอีก 1 รายใหญ่ ทำให้บริษัทต้องเร่งขายส่วนฮาร์ดแวร์อย่างเร่งด่วนเพราะฮาร์ดแวร์ของ BlackBerry ตอนนี้ถืเป็นส่วนที่ขาดทุนหนักของบริษัทเนื่องจากระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 ที่ทำนั้นไม่ได้รับความนิยมนั่นเองครับ

ที่มา :specphone.com

อดีตพนักงาน Nokia รวมตัวกันตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Newkia เพื่อทำ Android


ข่าวนี้อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับหลายๆ คนที่อยากให้ Nokia มาทำ Android เพราะว่าได้มีอดีตพนักงานจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ชื่อว่า “Newkia” ขึ้นที่สิงคโปร์ โดยมีแผนว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในการผลิตสมาร์ทโฟนออกมา หนึ่งในหัวใหญ่ก็คือ Thomas Zilliacus อดีตซีอีโอฝั่งเอเซีย-แปซิฟิคนั่นเอง
newkia-phone
เป้าหมายของเขานั้นก็คือต้องการสร้างสมาร์ทโฟนที่ใช้เทคโนโลยี Nokia ขึ้นมา แต่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งในขณะที่อยู่ใน Nokia นั้นก็มีพนักงานหลายคนสนใจแนวคิดนี้ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากการตัดสินใจของซีอีโอใหญ่อย่าง Stephen Elop และในตอนนี้เขาได้รวบรวมอดีตทีมงาน Nokia หลายคนที่สนใจทำ Android มาอยู่ในทีมแล้ว
ถึงแม้ว่าบริษัทจะตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ แต่แผนกวิจัยและพัฒนาจะยังอยู่ที่ฟินแลนด์ บ้านเกิดของ Nokia เช่นเดิม ซึ่ง Newkia มีเป้าหมายที่จะออกสมาร์ทโฟนเครื่องแรกให้ได้ใน 1 ปี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เอเซียเป็นหลักครับ

ที่มา :specphone.com

หลุด Nokia Lumia 1520 จอ 6 นิ้ว 1080p ใช้ตัวอัพเดท Windows Phone GDR3


อีกไม่นานแล้วที่ Nokia จะจัดงานเปิดตัวในวันที่ 26 กันยายนนี้โดยมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ขนาด 6 นิ้ว รวมไปถึงแท็บเล็ตตัวแรกจาก Nokia ด้วย ข้อมูลล่าสุดนี้ก็เป็นการยืนยันว่าเราน่าจะได้เห็น Windows Phone จอใหญ่ตัวนี้เปิดตัวแน่นอน
lumia1520photos5_1020_verge_super_wide
โดย Lumia ตัวนี้จะเปิดตัวในชื่อ Lumia 1520 ตามข่าวที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งยืนยันสเปคแล้วว่าจะมีหน้าจอขนาด 6 นิ้วจริง โดยมีการถ่ายรูปเทียบขนาด Xperia Z ที่มีจอขนาด 5 นิ้วด้วย โดยจอจะมีความละเอียด 1080p แรม 2 GB ใช้ตัวประมวลผล Snapdragon 800 พื้นที่เก็บข้อมูลขนาด 32 GB ใส่ microSD ได้ พร้อมกับกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
ตัว Lumia 1520 นั้นก็ใช้บิลด์ “Bittersweet shimmer” เหมือนกับบน Lumia 920 ที่หลุดออกไม่กี่วันก่อนนี้ ซึ่งเป็นรหัสพัฒนาที่เราเคยได้ยินชื่อ GDR3 นั่นเองครับ
lumia1520photos2_1020_verge_super_wide
lumia1520photos11_1020_verge_super_wide
lumia1520leak3_1020_verge_super_wide
nokialumia1520leaknew13_1020_verge_super_wide


ที่มา : The Verge

เปรียบเทียบสเปค iPhone 5S, Samsung Galaxy S4 และ Samsung Galaxy Note 3 สามสุดยอดมือถือแห่งปี 2013



ก็ได้เห็นกันไปแล้วสำหรับการเปิดตัว iPhone 5S สมาร์ทโฟนเรือธงของ Apple ประจำปีนี้ แน่นอนว่าน่าจะมีหลายคนอยากนำมาเทียบกับสมาร์ทโฟนตัวท็อปล่าสุดของ Samsung อย่าง Samsung Galaxy S4 และ Samsung Galaxy Note 3 อย่างแน่นอน ทางเราจึงจัดการทำตารางเปรียบเทียบสเปคเด่นๆ ของทั้งสามรุ่นออกมาให้ได้เปรียบเทียบแล้วครับ ดังตารางด้านล่างนี้เลย

ที่มา :specphone.com

จุดเด่นของ iPhone 5Sและเจาะฟีเจอร์เด่นของ iPhone 5S


จุดเด่นของ iPhone 5S
  • มาพร้อมชิปประมวลผล Apple A7 ซึ่งเป็นชิปสำหรับสมาร์ทโฟนตัวแรกที่รองรับการประมวลผลแบบ 64-bit
  • iPhone 5S เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่ทำงานในระบบ 64-bit เต็มรูปแบบ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์อย่าง iOS 7 (แต่ก็ยังใช้งานแอพทุกตัวบน App Store ได้ตามปกติ)
  • iPhone 5S จะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้นกว่า iPhone 5 สองเท่า และดีกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 40 เท่า ส่วนด้านกราฟิกก็จะดีกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 56 เท่า
  • รองรับ OpenGL 3.0 ทำให้กราฟิกของเกมดูสวยสมจริงขึ้น
  • ติดตั้งชิปช่วยประมวลผลชื่อว่า M7 ซึ่งใช้สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวจาก Accelerometer, Gyroscope และเข็มทิศในเครื่อง เพื่อลดการทำงานของชิปหลักอย่าง A7 ลง ทำให้ระบบโดยรวมกินไฟน้อยลง
  • ตัวเครื่องบาง 7.6 มิลลิเมตรเท่า iPhone 5
  • หนัก 112 กรัมเท่า iPhone 5
  • จอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 เท่า iPhone 5
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่า iPhone 5 เล็กน้อย
  • รองรับ 3G ทุกเครือข่าย รองรับ 4G LTE ในไทยแน่นอน
  • ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้ปุ่มโฮม ใช้ชื่อว่า Touch ID ผิวปุ่มโฮมใช้กระจก Sapphire กันรอยขีดข่วน
  • สามารถวางนิ้วทิศทางใดก็ได้ หน้าที่ของ Touch ID คือสามารถใช้ปลดล็อกเครื่อง ใช้แทนรหัสผ่านสำหรับซื้อแอพ ซื้อเพลง และจะรองรับแอพอื่นเพิ่มในอนาคต ทำให้ไม่ต้องมานั่งกดรหัสผ่านอีกต่อไป
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 15% มาพร้อมเลนส์รูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/2.2 รับแสงได้ไวขึ้น 33% ช่วยให้ภาพถ่ายสวยขึ้น สว่างขึ้น แม้จะความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิม
  • มาพร้อมแฟลชคู่ (True Tone) ที่ยิงแสงแฟลชคนละอุณหภูมิสีออกมาแบบอัตโนมัติ ใช้ได้กับแสงกว่าพันรูปแบบ เพื่อให้ภาพในที่มืดสวยยิ่งขึ้น
  • สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่เฟรมเรตสูงถึง 120 fps ที่ความละเอียด 720p (สามารถถ่ายสโลว์โมชันได้)
  • มีให้เลือก 3 สี คือ เทา-ดำ (Space Grey), สีทองและสีขาว-เงิน ไม่มีสีดำแบบ iPhone 5 อีกแล้ว
เจาะฟีเจอร์เด่นของ iPhone 5S
ชิปประมวลผล
iPhone 5S มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Apple A7 ที่มีพลังในการประมวลผลมากกว่าชิปรุ่นเดิม โดยถ้าเทียบแล้วจะเป็นดังนี้
  • iPhone 5S แรงกว่า iPhone 5 สองเท่า
  • iPhone 5S แรงกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 20 เท่า
  • ด้านกราฟิก แรงกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 56 เท่า
โดยนอกเหนือจากด้านของความแรงแล้ว ชิป A7 ใน iPhone 5S ยังมาพร้อมคุณสมบัติสำหรับชิปประมวลผลยุคใหม่ นั่นคือความสามารถในการประมวลผลชุดคำสั่งแบบ 64-bit ได้เป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ทำให้ iPhone 5S กลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่สามารถทำงานในสถาปัตยกรรมระดับ 64-bit ได้ (ที่ได้รับการเปิดตัว เตรียมวางขายจริงอย่างเป็นทางการ) เทียบเคียงกับคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของการประมวลผลแบบ 64-bit ก็คือความสามารถในการรับส่งข้อมูล การประมวลผลข้อมูลต่อหนึ่งรอบคำสั่งที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงขึ้นกว่าเดิมพอสมควร
ซึ่งการจะใช้งานระบบ 64-bit นั้น จำเป็นจะต้องรองรับเกื้อหนุนกันทั้งฝั่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในงานนี้ Apple จึงได้ฤกษ์ประกาศว่า iOS 7 ที่จะเปิดให้ใช้งานเต็มรูปแบบในวันที่ 18 กันยายนเป็นต้นไปนี้ รองรับการทำงานแบบ 64-bit ในตัว พร้อมทั้งสามารถรันแอพได้ทั้ง 32-bit ในปัจจุบัน และ 64-bit ที่จะค่อยๆ ได้รับการเปลี่ยนถ่ายต่อไปในอนาคต ส่วนทูลสำหรับเขียนแอพ iOS อย่าง Xcode เองก็ได้รับการอัพเดตให้สามารถเขียนแอพ 64-bit ได้แล้วเช่นกันครับ
*** iPhone 5S สามารถใช้งานได้ทุกแอพบน App Store ตามปกติ ***
ชิปประมวลผลเสริม (Coprocessor)
นอกเหนือจากจะมีชิปตัวใหม่อย่าง Apple A7 แล้ว ใน iPhone 5S ก็ยังมีชิปประมวลผลเสริมมาให้อีก 1 ตัว นั่นคือชิปที่มีชื่อว่า M7 ที่เข้ามาจัดการในส่วนของการจับการเคลื่อนไหว (Motion) โดยเฉพาะ นั่นคือจะรับหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำพวก Accelerometer, Gyroscope และ เข็มทิศดิจิตอลในตัว เพื่อลดการทำงานของ A7 ลง (ส่งผลให้กินแบตโดยรวมน้อยลงด้วย)
ซึ่งการที่ชิป M7 ถูกออกแบบมาให้มีหน้าที่เฉพาะ ทำให้มันสามารถจับและประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหวได้แม่นยำกว่าชิปประมวลผลหลักอีกด้วย ตัวอย่างสถานการณ์ที่ชิป M7 ทำงานก็เช่นการสลับการนำทางของ Maps จากการขับรถไปเป็นการเดิม เมื่อมันตรวจจับว่าเรากำลังเดินอยู่ หรือระหว่างที่เราขับรถ ระบบก็จะตัดการทำงานของ Wi-Fi ไม่ให้พยายามจับสัญญาณที่เจอ เพื่อลดการกินแบตเตอรี่ลง
Touch ID
เรียกง่ายๆ ว่ามันก็คือปุ่มโฮมที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามา ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้นั่นเองครับ โดยตัวเซ็นเซอร์จะถูกฝังเอาไว้ใต้ปุ่มโฮมเลย การใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่วางนิ้วแตะลงไปบนปุ่มโฮมเท่านั้นเอง สามารถวางนิ้วในทิศทางองศาใดก็ได้ ซึ่งก่อนจะใช้งานได้ ก็จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของเราด้วยการสแกนเข้าไปเก็บไว้ในเครื่องก่อน โดยสามารถเก็บลายนิ้วมือได้หลายแบบ ประโยชน์ของ Touch ID ก็คือการใช้แทนรหัสผ่านยืนยันตัวตน ซึ่งในขณะนี้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบดังนี้
  • ใช้ปลดล็อกหน้าจอแทนรหัสผ่านปกติ
  • ใช้แทนรหัสผ่านสำหรับการซื้อเพลงจาก iTunes หรือซื้อแอพจาก App Store
  • จะรองรับแอพอื่นๆ จากผู้ผลิตแอพแบบ 3rd party ในอนาคต
ซึ่งเรื่องความแม่นยำ Apple ก็โฆษณาว่าระบบการอ่านลายนิ้วมือของ Touch ID ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี สามารถอ่านและเก็บข้อมูลลายนิ้วมือได้อย่างละเอียดกว่าที่เคยมีมาในอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือของเครื่องอื่นๆ อีกทั้งยังใช้ส่วนประมวลผลเฉพาะที่ฝังไว้ในชิป Apple A7 อีก ทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว ใช้งานได้ง่าย และจะทำให้ระบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นระบบหลักในอนาคต
ฮาร์ดแวร์กล้องที่ดีขึ้น
และแล้ว Apple ก็ไม่ได้ดันให้ความละเอียดกล้องสูงขึ้นจาก 8 ล้านพิกเซลไปเป็น 13 ล้านพิกเซลอย่างที่ลือครับ แต่หันมาให้ความสนใจในด้านการปรับฮาร์ดแวร์ภายในแทน โดยใน iPhone 5S จะใช้เซ็นเซอร์รับภาพของกล้องหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากใน iPhone 5 ราว 15% ขนาดเม็ดพิกเซลใหญ่ขึ้นเป็น 1.5 ไมครอน ที่ Apple ใช้คำโฆษณาแบบชัดๆ เลยว่า ยิ่งเม็ดพิกเซลใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพดีขึ้น ด้านของชุดเลนส์ก็ใช้ด้วยกัน 5 ชิ้น เพิ่มความกว้างรูรับแสงเป็น f/2.2 จากใน iPhone 5 ที่ใช้เพียง f/2.4
ซึ่งจากฮาร์ดแวร์โดยรวมแล้ว ก็น่าจะทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพดีขึ้น ในความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิม
แฟลช True Tone
นับว่าเป็นอีกเรื่องที่มีการลือมาระยะหนึ่ง สำหรับข่าวที่ว่า iPhone 5S จะมาพร้อมแฟลช LED แบบคู่ ซึ่งก็มาจริงตามข่าวครับ ในชื่อว่า True Tone โดยแฟลชคู่ที่ติดตั้งมาใน iPhone 5S จะเป็นหลอด LED ที่ให้แสงสว่างอุณหภูมิสีไม่เท่ากัน เพื่อให้สามารถชดเชยโทนแสงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุดแบบอัตโนมัติ ซึ่ง Apple เคลมว่าสามารถใช้งานได้กับสภาพแวดล้อมแสงไม่ต่ำกว่า 1,000 รูปแบบเลยทีเดียว โดยหลักๆ แล้วจะช่วยให้สีโทนผิวเวลาถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยออกมาได้ดีขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น นับว่าเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องของ iPhone ด้านการถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยไปได้พอสมควรเลย
โหมดการถ่ายรูป/วิดีโอ
iPhone 5S มีโหมดการถ่ายรูปและวิดีโอเข้ามาใหม่ 2 โหมดด้วยกัน ได้แก่
  • โหมด Burst-shot สำหรับถ่ายภาพรัว สามารถถ่ายได้ 10 ภาพต่อวินาที
  • โหมดถ่าย Slow Motion ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 720p ที่เฟรมเรต 120 fps โดยผู้ใช้สามารถมาเลือกได้เองว่าจะให้ส่วนไหนของวิดีโอเป็นภาพแบบ slow motion
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเรื่องการแก้ไขปัญหาภาพสั่นขณะถ่ายรูปอีกด้วย โดยระบบจะทำการเก็บภาพอย่างรวดเร็ว 4 ภาพ จากนั้นก็นำทั้ง 4 ภาพมาตัดต่อเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขอาการสั่นไหว สีและความสว่างเพื่อให้ภาพออกมาดูดีที่สุด
ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 5S
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่
เรื่องของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ คงต้องรอดูรีวิว iPhone 5S จริงๆ อีกทีครับ ว่าจะใช้ได้นานขนาดไหน ซึ่งทาง Apple เคลมว่าสามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone 5 นะ
แอพฟรี
ในการเปิดตัว iPhone 5S และ iPhone 5C ครั้งนี้ Apple ยังประกาศอีกด้วยว่าจะแจกแอพของตนอย่าง iPhoto, iMovie, Keynote, Numbers และ Pages บน iOS ให้ฟรี แต่สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 7 ที่เปิด activate ใช้งานครั้งแรกหลังวันที่ 1 กันยายนเท่านั้น เท่ากับว่าใครซื้อ iPhone 5S, iPhone 5C หรือจะเป็นเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่ใช้งาน iOS 7 ได้ และเปิด activate เพื่อใช้งานครั้งแรกหลังวันที่ 1 กันยายนเป็นต้นมา ก็จะได้แอพทั้ง 5 ตัวข้างต้นไปฟรีๆ เลย
นอกจากนี้ยังมีเคสหนังเตรียมออกมาวางจำหน่ายคู่กับ iPhone 5S ด้วย ในราคา $39 ต่อชิ้น แปลงเป็นเงินไทยแล้วก็เกือบๆ 1,200 บาท
คราวนี้เรามาดูหน้าตา iPhone 5S กันบ้าง






 ที่มา :specphone.com

กำหนดการวางขาย iPhone 5S



Apple จะเริ่มเปิดขาย iPhone 5S วันแรกในวันที่ 20 กันยายนนี้ ใน 9 ประเทศแรก เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย,​ ญี่ปุ่น, จีน และที่น่าสนใจที่สุดคือสิงคโปร์ครับ และจะเริ่มวาง ดังนั้นเราอาจจะได้เห็น iPhone 5S เครื่องหิ้วเข้ามาขายตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนนี้เลยก็เป็นได้

ราคา iPhone 5S


ราคา iPhone 5S แบบติดสัญญา 2 ปี ในสหรัฐฯ
  • 16 GB = $199
  • 32 GB = $299
  • 64 GB = $399
ราคา iPhone 5S เครื่องเปล่าในสหรัฐฯ
  • 16 GB = $649 (ราวๆ 21,000 บาท)
  • 32 GB = $749 (ราวๆ 24,000 บาท)
  • 64 GB = $849 (ราวๆ 27,000 บาท)
ราคา iPhone 5S เครื่องไม่ติดสัญญา (Unlocked) ในออสเตรเลีย
  • 16 GB = A$ 869 (ราวๆ 25,900 บาท)
  • 32 GB = A$ 999 (ราวๆ 29,900 บาท)
  • 64 GB = A$ 1,129 (ราวๆ 33,900 บาท)
ราคา iPhone 5S เครื่องไม่ติดสัญญา (Unlocked) ในสิงคโปร์
  • 16 GB = S$ 988 (ราว 25,000 กว่าบาท)
  • 32 GB = S$ 1,148 (ราว 29,000 กว่าบาท)
  • 64 GB = S$ 1,288 (ราว 32,000 กว่าบาท)
ส่วนราคา iPhone 5S ในไทย คงต้องมารอลุ้นกันอีกทีครับ ว่าจะเปิดมาที่เท่าไร แต่ดูแล้วน่าจะเปิดมาที่ราคาเท่ากับ iPhone 5 มือหนึ่ง

ที่มา :specphone.com

รวมข้อมูลของiPhone 5Sอัพเดทล่าสุด

ตารางเปรียบเทียบสเปค iPhone 5S, iPhone 5C และ iPhone 5


*** ราคาที่แปลงเป็นเงินไทย เป็นการประมาณการณ์จากการคำนวณค่าเงิน อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจไม่ตรงกับราคาขายจริงอย่างเป็นทางการในไทย ***




สเปค iPhone 5S
  • ชิปประมวลผล Apple A7 ซึ่งเป็นชิปสำหรับสมาร์ทโฟนตัวแรกที่รองรับการประมวลผลแบบ 64-bit (แต่ก็ยังใช้ทุกแอพบน App Store ได้เหมือนเดิม)
  • แรม 1 GB
  • หน้าจอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 Retina Display 326 ppi
  • ตัวเครื่องหนา 7.6 มิลลิเมตร หนัก 112 กรัม
  • ฝาหลังเป็นอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับ iPhone 5
  • กล้องหลัง (iSight) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 รองรับการถ่ายวิดีโอได้ความละเอียด 1080p
  • กล้องหน้า (FaceTime) ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้ 720p
  • ใช้นาโนซิม รองรับ 3G ทุกเครือข่าย รองรับ 4G LTE ด้วย
  • มาพร้อม iOS 7
  • รองรับ Siri
  • มีให้เลือก 3 สีคือเทา-ดำ (Space Grey), สีทองและสีขาว-เงิน ไม่มีสีดำแบบ iPhone 5 อีกแล้ว
ที่มา :specphone.com

8 กันยายน 2556

ปรากฏรูป Nokia Lumia 1520 ใช้ดีไซน์เดียวกับ Lumia 925 แต่จอมีขนาดใหญ่ขึ้น

จากที่มีรูปหน้าจอของ Lumia 1520 ออกมาซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดใหม่ของหน้าโฮมสกรีนที่ขยายแถวเพิ่มมาอีก 1 แถว ในล่าสุดนี้ @evleak ก็ได้ทวิตรูปภาพเครื่องของ Lumia 1520 ออกมาแล้ว
จากรูปเครื่องนั้นเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับ Lumia 925 จากเลนส์กล้องที่มีลักษณะนูนออกมาจากบริเวณด้านหลังของเครื่องพร้อมกับ LED Flash บริเวณด้านบน เว้นแต่ว่าขอบรอบตัวเครื่องนั้นไม่ได้เป็นอลูมิเนียมเท่านั้น ซึ่งตรงกับลักษณะของเครื่องที่เคยเป็นข่าวมาก่อนว่าจะใช้บอดี้แบบโพลีคาร์บอเนตทั้งเหมือนกับ Nokia Lumia ตัวก่อนๆ (มี Lumia 925 ที่เป็นขอบอลูมิเนียมตัวแรก)
Lumia 1520 นั้นใช้รหัสพัฒนาว่า Bandit โดยจะมีหน้าจอขนาด 6 นิ้ว 1080p ซีพียูควอดคอร์ยังไม่ระบุรุ่นชัดเจน (อาจจะเป็นได้ทั้ง Snapdragon 600 และ 800) และเลนส์กล้องนั้นอาจจะใช้ตัวเดียวกับ Lumia 925 คือ 8.7 ล้านพิกเซลครับ

ที่มา : specphone.com

Samsung Galaxy Note III เป็นมือถือเครืองแรกที่ใช้ microUSB 3.0 พร้อมตัวจัดการสัญญาณวิทยุรุ่นใหม่ Qualcomm ที่ประหยัดพลังงานขึ้น

ถึงแม้ว่า Samsung จะมีชื่อเสียงในเรื่องการอัดสเปคใส่มือถือทำให้โดดเด่นกว่าเจ้าอื่นๆ (ถึงแม้ระยะหลังจะไม่เน้นมากเหมือนช่วงแรก) แต่ก็ใช่ว่าจะเพิ่มแบบฉาบฉวยแต่ซีพียู ขนาดหน้าจอ หรือแรมเท่านั้น เพราะจากข้อมูลล่าสุดนี้มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาถึงแม้ว่าจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนสเปคมือถือหลักๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป
อย่างแรกนั้นคือ Samsung Galaxy Note III เป็นมือถือเครื่องแรกที่ใช้ชิป QFE1100 จาก Qualcomm ที่เป็นตัวจัดการความถี่วิทยุแบบ Envelop Tracking ที่สามารถปรับสัญญาณให้ตรงกับช่วงที่เราใช้งานได้แม่นยำขึ้น แทนวิธีการจับสัญญาณแบบ Average power tracker ที่ปล่อยพลังงานออกมาเต็มกำลังแล้วจึงเลือกใช้ส่วนที่ต้องการเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะทำให้พลังงานนั้นสูญเปล่าไปบางส่วนแล้ว ยังทำให้ตัวเครื่องมีความร้อนมากอีกด้วย ซึ่งจะเห็นผลมากถ้าเครื่องนั้นมีการใช้งาน 4G เนื่องจากช่วงความถี่สูงสุด (ซึ่งต้องใช้พลังงานเพิ่มสูงตามไปด้วย) มากกว่าโดยขึ้นไปถึง 2500 – 2600 MHz ซึ่งสูงกว่า 3G ที่สูงสุดที่ 2100 เท่านั้น โดยทาง Qualcomm บอกว่าชิปตัวนี้สามารถประหยัดพลังงานกว่าเดิมถึง 30%

nexusae0_2013-09-06_17-31-48_thumb

อีกอย่างนั้นคือ Galaxy Note III นั้นเป็นมือถือเครื่องแรกที่รองรับมาตรฐาน microUSB 3.0 เป็นเครื่องแรก นอกจากจะช่วยในเรื่องของการโอนถ่ายไฟล์ที่เร็วขึ้นแล้ว microUSB 3.0 นั้นสามารถจ่ายไฟเพิ่มจาก 500 mAh ไปเป็น 900 mAh ผ่านพอร์ท USB 3.0 แบบปกติ เช่นจากคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กที่สนับสนุนนั่นเอง ซึ่งไฟที่จ่ายนั้นถือว่าใกล้เคียงกับอแดปเตอร์ที่ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนทั่วไปในขณะนี้แล้ว ทำให้สะดวกมากขึ้นเพราะสามารถชาร์จไฟจาก PC ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมากเกือบเท่าตัวทีเดียว
จุดที่ต้องสังเกตให้ดีคือพอร์ท microUSB 3.0 นั้นจะมีหัวเล็กๆ เพิ่มมาอีก 1 ช่อง ซึ่งถ้าต้องการใช้ความสามารถของ USB 3.0 ให้ครบนั้นก็จำเป็นต้องใช้สาย microUSB 3.0 เฉพาะด้วยเช่นกัน แต่แน่นอนว่าสาย USB 2.0 แบบเดิมก็ยังเสียบได้ แต่ก็จะได้ความเร็วที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็นและอาจจะใช้เสียบกับเครื่องที่ใช้ microUSB 3.0 ยากอยู่บ้างเรื่องจากพอร์ทมีขนาดใหญ่กว่าหัวของ microUSB 2.0 ครับ

usbmicrob

ที่มา :specphone.com

วิธีแก้ชื่อเพลงภาษาต่างดาว ให้กลายเป็นภาษาไทยบน Android

เพลงไทยที่ชื่อเป็นภาษาต่างดาว อ่านไม่ออก       

ปัญหาชื่อเพลงภาษาไทยอ่านไม่ได้ อ่านไม่รู้เรื่องเป็นปัญหานมบูดมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เครื่องเล่นเพลงไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องเจอปัญหานี้ ซึ่งสาเหตุนั้นก็เกิดจาก ID3 ที่เป็นตัวเก็บรายละเอียดข้อมูลเพลงของแต่ละไฟล์นั้นดันใส่ profile ที่ไม่สากลเอาไว้ ซึ่งจริงๆจะนั่งแก้แบบพิมพ์ทีละไฟล์ก็ใช่เรื่องอยู่ และมีวิธีง่ายๆกว่านั้นก็คือโหลดแอพใน Play Store ชื่อ ID3Fixer ลงเครื่องเรา และกดเลือกเพลงที่ต้องการ แล้วสั่งรันปรู๊ดเดียวก็จะแปลงไฟล์ที่มีชื่อเพลงแสดงผลผิดเพี้ยนเหล่านั้น ให้เป็นภาษาไทยอ่านออกได้แล้วจ้าาาา ไปโหลดมาใช้กันได้เลยตามลิงก์ข้างล่างนี้ Wink
วิธีใช้ไม่ยากครับ แค่อ่านตามข้อมูลบนหน้าจอเท่านั้นเอง แต่ว่าในขั้นตอนที่ 2 อาจจะยากวุ่นวายนิดหน่อยที่ต้องหา Charset ของไทยครับ
id3 fixer ต้องเลือกภาษาไทยในขั้นตอนนี้นะ
อย่าลืมเลือกภาษาไทยในขั้นตอนที่ 2 ให้ถูกต้องนะ
ที่มา : droidsans.com

3 กันยายน 2556

LG เปิดตัว G Pad 8.3 อย่างเป็นทางการก่อนงาน IFA เริ่มจำหน่ายไตรมาส 4 นี้


จากที่ปล่อยทีเซอร์ของแท็บเล็ตตัวใหม่ไปได้ระยะหนึ่ง LG ก็ได้ประกาศเปิดตัว LG G Pad 8.3 ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นแท็บเล็ตเครื่องแรกจากทาง LG ในปีนี้หลังจากทิ้งระยะห่างออกไปนานพอสมควรในตลาดแท็บเล็ต ซึ่งสเปคนั้นก็จัดมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นสเปคล่าสุดในตลาดก็ตาม
screen-shot-2013-08-31-at-10.32.14-pm
LG G Pad 8.3 จะมากับหน้าจอขนาด 8.3 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล ใช้ตัวประมวลผล Qualcomm Snapdragon 600 ความเร็ว 1.7 GHz แรม 2 GB พื้นที่เก็บข้อมูลขนาด 16 GB กล้องหลัง 5 ล้าน กล้องหน้า 1.3 ล้าน มากับ Android 4.2 แบตเตอรี่ขนาด 4,600 mAh  ซึ่งมีความบางเพียง 8.33 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 338 กรัมเท่านั้น พร้อมกับฟีเจอร์ใหม่สองตัวคือ QPair ที่สามารถรับ SMS และสายเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนผ่านบนตัว G Pad 8.3 ได้และ QSlide ที่สามารถเปิดแอพลิเคชัน 3 ตัวพร้อมกันได้ในหน้าจอเดียว
สำหรับกำหนดการวางจำหน่ายจะเริ่มในไตรมาส 4 นี้ (เดือนตุลาคมเป็นต้นไป) มีจำหน่ายสองสีคือขาวและดำส่วนราคายังไม่มีออกมาครับ


ที่มา : Engadget

Hands-on พร้อมพรีวิว LG G2 สมาร์ทโฟนพลิกดีไซน์ กับการนำปุ่มไปไว้หลังเครื่อง ด้วยราคาไม่เกิน 20,000 บาท


ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นว่าสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ LG มักจะได้รับการเปิดตัวและวางขายในประเทศไทยค่อนข้างล่าช้า เช่นเดียวกับการเปิดตัว LG G2 ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ในต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ก็ถูกหลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากว่าจะเข้าไทยคงอีกหลายเดือนเช่นเคย
แต่มารอบนี้ LG ปรับกลยุทธ์ใหม่หมดเลยครับ ไล่มาตั้งแต่ชื่อที่ตัดคำว่า Optimus ออก รวมถึงงานเปิดตัวเลยทีเดียว โดยในวันนี้ (3 กันยายน) LG ไทยได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว LG G2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศกลุ่มแรกๆ ของโลกที่มีการจัดงานเปิดตัว G2 กันเลยทีเดียว ในบทความนี้เราจะมาชมเรื่องราวที่น่าสนใจของ LG G2 รวมไปถึงการพรีวิว LG G2 จากในงานกันด้วย
ตัวของ LG G2 นั้น จะจัดอยู่ในกลุ่มของสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ที่ไม่ทับไลน์กับ LG Optimus G Pro โดยตัวของ G2 นั้นมาพร้อมกับคอนเซ็ปท์คือ Learning from You ที่แปลงเป็นไทยแบบง่ายๆ ก็คือเป็นสมาร์ทโฟนที่เรียนรู้ และออกแบบจากผู้ใช้อย่างเราๆ นี่ล่ะครับ ทำให้ทุกอย่างมันออกมาลงตัว เหมาะกับการใช้งานจริงที่สุด ไม่มากไม่น้อยไปสำหรับการเป็นสมาร์ทโฟน 
โดยในงานนี้ นอกเหนือจะมีการเปิดตัว LG G2 แล้ว ยังได้ฤกษ์แนะนำผู้บริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ LG ประจำประเทศไทยท่านใหม่ด้วย นั่นคือคุณอนุพันธ์ ภักดีศุภฤทธิ์ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง
ส่วนภาพบนนั้น คือ มร.ยอน โฮ (ไมเคิล) เจิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ LG ประเทศไทยมากล่าวเปิดงานในครั้งนี้ด้วยครับ
ด้านคุณอนุพันธ์ได้ออกมากล่าวถึงภาพรวมของตลาด รวมไปถึงแนวทางของ LG ประเทศไทยที่จะดำเนินการในขั้นต่อๆ ไป โดยสองภาพบนคือข้อมูลที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย ถึงความคิดเห็นและภาพลักษณ์ของมือถือ LG ในสายตาผู้บริโภคในไทย พบว่าความเห็นส่วนใหญ่ที่น่าสนใจออกมาดังนี้
  • มือถือ LG จัดว่าเป็นแบรนด์ที่มั่นคง เชื่อถือได้ น่าใช้งาน
  • LG จัดว่าเป็นแบรนด์ที่ให้ความดูแลใส่ใจลูกค้ามากที่สุด
  • จุดอ่อนของ LG คือไม่ค่อยมีเครื่องให้ลองเล่น ช่องทางการจัดโชว์/จำหน่ายสินค้ายังน้อย ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ยาก หาซื้อไม่สะดวก ทั้งๆ ที่อยากซื้อ
ซึ่งคราวนี้ LG ไทยจะทำการปรับกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ที่จะเห็นได้ชัดเลยก็คือจะมีการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายและเครื่องตัวอย่างกระจายออกไปตามต่างจังหวัดมากกว่าเดิม คราวนี้เราก็คงน่าจะได้ลองเล่นเครื่องจาก LG กันมากขึ้นแล้วนะครับ
โดยก่อนที่จะกล่าวถึงตัว LG G2 คุณอนุพันธ์ก็ได้พูดถึงความหมายของตัว G ในชื่อด้วย ดังจะเห็นได้ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้า ตั้งแต่ Optimus G, Optimus G Pro มาจนถึง G2 ในครั้งนี้ ซึ่งตัว G ที่จริงแล้วมาจากคำว่า Gene ที่หมายถึงยีนในตัวคนเรานี่ล่ะครับ มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์คือเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาจากการใช้งานร่างกายจริงๆ ของคนเรา โดยเฉพาะนิ้วชี้ที่เป็นนิ้วหลักในการใช้ชีวิตประจำวันเลยทีเดียว
เข้ามาที่เรื่อง LG G2 กันบ้าง โดย G2 เองจะมีด้านเด่ๆ ด้วยกัน 5 ข้อครับ
ข้อแรก คือ Design
ดีไซน์ของ LG G2 ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานจริงมากที่สุด โดยเฉพาะแผงปุ่มกดหลังจอ Rear Key (ที่จะกล่าวในรูปถัดๆ ไป) ส่วนของหน้าจอเองก็มีขนาด 5.2 นิ้ว แต่ตัวเครื่องกลับไม่ใหญ่เกินไป เนื่องจากมีการออกแบบขอบจอให้แคบเพียง 2.65 มิลลิเมตรเท่านั้น
ข้อที่สอง Display
LG เป็นผู้ผลิตจอที่มีชื่อเสียงมากรายหนึ่งของโลก ทั้งจอมอนิเตอร์และจอสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตที่รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่นๆ ด้วย แน่นอนว่า LG ก็ย่อมจะนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใส่ในผลิตภัณฑ์ของตนเอง อย่างเช่นพาเนลจอที่ให้โทนสีไม่สดเกินไป กำลังพอดีๆ สีสันเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ใน LG G2 ยังมีการเพิ่ม GRAM (Graphic RAM) ซึ่งเป็นแรมสำหรับระบบแสดงผลโดยเฉพาะ รองรับเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Panel Self Refresh (PSR)
ซึ่ง GRAM นี้ก็คือหน่วยความจำแคชสำรองข้อมูลการแสดงผลภาพออกสู่หน้าจอ เพราะตามปกติแล้ว ไม่ว่าภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ในปัจจุบัน GPU (ที่อยู่ใน CPU) จำเป็นจะต้องประมวลผลและส่งภาพออกไปสู่จอตลอดเวลา อย่างถ้าใช้การแสดงผลที่เฟรมเรต 60 FPS ก็จะต้องมีภาพถูกประมวลผลและส่งออกไปที่จอถึง 60 ภาพต่อวินาทีตลอดเวลา (ยกเว้นเมื่อปิดจอ) ทำให้ระบบต้องมีการประมวลผลและกินพลังงานอยู่ตลอด แต่ตัว GRAM จะเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยเก็บภาพจากการประมวลผลที่ถูกส่งออกมาเอาไว้สำหรับแสดงผลบนจอ แทนที่จะให้ GPU ส่งภาพไปยังจอโดยตรง ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นผลชัดเจนก็เมื่อเป็นการแสดงภาพนิ่ง เช่นเปิดหน้าโฮมทิ้งไว้ เปิดหน้าเว็บ อ่าน ebook ที่เป็นภาพนิ่งๆ ทิ้งไว้อยู่ ระบบก็จะตัดการทำงาน GPU ส่วนที่ประมวลผลภาพใหม่ๆ ออกมา แต่ใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ใน GRAM มาแสดงผลแทน ช่วยทำให้ GPU ไม่ต้องกินพลังงานเพื่อประมวลผลภาพนิ่งๆ ใหม่ตลอดเวลา โดย LG ให้ข้อมูลว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 26% เลย (สำหรับการแสดงภาพนิ่ง)
แต่ถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหว อันนี้อาจจะช่วยไม่ได้มากครับ เพราะระบบก็ต้องพึ่งการประมวลผลของ GPU ตลอดเวลาอยู่ดี
ข้อที่สาม Camera
LG G2 ติดตั้งกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลที่มาพร้อมระบบกันสั่น OIS ระดับฮาร์ดแวร์ นั่นคือมีการติดมอเตอร์ช่วยชดเชยการสั่นไหวมาให้กับชุดกล้องหลังเลย ผิดจากหลายๆ รุ่นที่แม้จะมี OIS มาให้ แต่ก็เป็นการลดการสั่นจากการประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ แถมยังสามารถถ่ายในที่มีแสงน้อยได้ดีอีกด้วย โดย LG ได้จัดการทดลองส่ง LG G2 ขึ้นบอลลูนขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศของโลก แล้วถ่ายภาพและวิดีโอส่งกลับมา ซึ่งภาพที่เห็นด้านซ้ายล่างคือตัวอย่างจากวิดีโอที่ LG G2 ถ่ายเมื่อลอยสูงขึ้นไปจากผิวโลกกว่า 30 กิโลเมตร อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส เพื่อรับรองว่า LG G2 สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้ดีจริงๆ (ซึ่งจะจริงหรือไม่ ถ้าทางเราได้รีวิวคงได้เห็นกันครับ)
ส่วนอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ Audio Zoom ที่เราสามารถเลือกซูมเข้าไปหาเป้าหมายของเสียงขณะบันทึกวิดีโอ เพื่อโฟกัสไปที่เสียงของตำแหน่งๆ นั้นเป็นหลักได้ ทำให้สามารถเก็บเสียงที่ต้องการได้ดีขึ้น ลดเสียงรบกวนจากรอบข้างลง
ข้อที่สี่ Sound
LG G2 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกซึ่งมาพร้อมกับระบบเสียงที่รองรับไฟล์ระดับ 24 bit/192 KHz ซึ่งเป็นไฟล์เสียงระดับแผ่น CD Audiophile (DVD-Audio) กันเลยทีเดียว ข้อดีของไฟล์เสียงระดับ 24 bit ก็คือเป็นไฟล์ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี เพราะมีจำนวนบิทในการเก็บข้อมูลเสียงที่มากกว่าปกติ (ไฟล์เพลงส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 16 bit ถ้าจากแผ่น CD เพลงก็อยู่ที่ 16 bit/44.1 KHz เท่านั้น) ซึ่งไฟล์ระดับนี้จัดว่าเป็นระดับเดียวกับไฟล์ที่ได้จากห้องอัดจริงๆ เลย
แต่ทั้งนี้การจะใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวไฟล์เป็นหลักครับ สำหรับใครที่เป็นกลุ่มหูทอง มีไฟล์เสียงระดับเทพๆ อยู่แล้ว คงชอบใจกับฟีเจอร์นี้ใน LG G2 กันบ้างแน่ๆ (ว่าแล้วชักอยากลอง)
ข้อที่ห้า UX
UX ย่อมาจาก User Experience ที่กล่าวถึงการออกแบบหน้าตาอินเตอร์เฟสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย ได้รับประสบการณ์การทำงานที่ดี โดยในครั้งนี้ LG ได้นำเสนออินเตอร์เฟสด้วยกันสี่ตัว ได้แก่
  • Slide Aside ที่ผู้ใช้สามารถปาดเรียกหน้าจออื่นๆ เพื่อสลับการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยที่แต่ละแอพก็ยัง active อยู่ เช่น เว็บเบราเซอร์ก็ยังโหลดหน้าเว็บอยู่ อีกหน้าหนึ่งก็สามารถเปิดอีเมลไปด้วยได้แบบไม่ได้หยุดการทำงานใดๆ ชั่วคราวเลย สำหรับใครที่ใช้งาน Linux หรือ Mac อยู่แล้วคงจะคุ้นเคยกันดี เพราะมันก็คือการสับเปลี่ยน Workspace นั่นเองครับ
  • Plug & Pop สำหรับใครที่ใช้หูฟังบ่อยๆ ตัวนี้น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกได้ดีระดับหนึ่งเลย เพราะเมื่อผู้ใช้เสียบหูฟังเข้าไปแล้ว ก็จะมีป๊อปอัพเด้งขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะเปิดใช้งานแอพที่เกี่ยวข้องกับหูฟังแอพใด เช่นแอพฟังเพลง แอพโทรศัพท์ เป็นต้น
  • QuickRemote อันนี้หลายๆ ท่านอาจจะคุ้นเคยกันไปเมื่อบทความงานเปิดตัว LG Optimus G Pro ของเราแล้วนะครับ
  • Guest Mode เป็นโหมดจำกัดการใช้งาน เพื่อป้องกันลูกหลาน หรือคนอื่นเข้าถึง ใช้งานแอพที่เราไม่ต้องการ หลีกเลี่ยงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลลับของเรา รวมไปถึงช่วยป้องกันปัญหาการกดจ่ายเงินแบบ In-App Purchase ที่ไม่ตั้งใจได้ด้วย
ถ่ายรูปหมู่กันหน่อยครับ ในงานนี้ได้คุณชาคริตและคุณวุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ แย้มนาม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย
ทีนี้มาถึงการจับตัวเครื่อง LG G2 จริงๆ กันบ้าง เริ่มต้นกันที่สเปคก่อน
สเปค LG G2
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 800 (MSM8974) Quad-core ความเร็ว 2.26 GHz มาพร้อม GPU ตัวแรงอย่าง Adreno 330
  • แรม 2 GB
  • หน้าจอ Full HD IPS ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080
  • Android 4.2.2
  • น่าจะมีให้เลือกทั้งรุ่น 16 และ 32 GB
  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รองรับระบบป้องกันการสั่นไหว OIS
  • กล้องหน้าความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซล
  • น้ำหนักเพียง 143 กรัม
  • แบตเตอรี่ 3000 mAh
  • มีให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว
  • ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท (รุ่น 16 GB)
  • สเปค LG G2 แบบเต็มๆ
แรกสัมผัส LG G2 ได้ความรู้สึกเลยว่ามันเบามือมากๆ ซึ่งปกติผมใช้ Nexus 4 อยู่ (จอเล็กกว่านี้ แต่น้ำหนักน้อยกว่า G2 แค่ 3 กรัม) ขนาดตัวเครื่องก็ไม่ได้กว้างมากนัก ส่วนตัวผมว่ามันเล็กกว่ามือถือจอ 5+ นิ้ว หลายๆ รุ่นเลยนะ ใช้งานมือเดียวได้ไม่ค่อยยากเท่าไร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ LG G2 ขนาดไม่ใหญ่มาก ก็เนื่องมาจากการออกแบบให้ขอบจอมีความบางกว่าปกตินั่นเอง
หน้าจอของ LG G2 ก็ทำได้ตามที่นำเสนอครับ คือให้สีสันที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่สดเกินไป จัดว่าน่าใช้เลยทีเดียว เรื่องความสว่างก็ไม่แพ้ใครแน่ๆ
ด้านบนของจอก็มีกลุ่มของเซ็นเซอร์รับแสง วัดระยะห่าง กล้องหน้า ลำโพงสนทนาตามปกติ และก็มีไฟ LED สำหรับการแจ้งเตือนอยู่ด้วยครับ ส่วนขอบจอด้านล่างไม่มีปุ่มกดอะไรเลย เพราะใช้ปุ่มของตัว Android ทั้งสามปุ่มเลย คือเมนู โฮม และย้อนกลับ
ฟีเจอร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับจอที่น่าสนใจก็คือ Answer Me ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกดรับสายเองอีกต่อไป เพียงแค่ยกเครื่องขึ้นมาแนบหูเมื่อมีสายโทรเข้ามา ระบบก็จะรับสายให้อัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการใช้งานได้เป็นอย่างดี
ซูมให้เห็นขอบจอ LG G2 ชัดๆ ครับ เห็นว่าขอบข้างจอนั้นบางมาก น่าจะถูกใจคนอยากได้ขอบจอบางๆ กันบ้างล่ะรอบนี้
ด้านหลังของ LG G2 ยังคงใช้เป็นพลาสติกผิวมัน ภายในทำเป็นลายจุดสะท้อนแสงคล้ายๆ กับใน LG Optimus G แต่ที่เป็นพระเอกเด่นจริงๆ ก็คือแถบปุ่มด้านหลังที่ได้ชื่อว่า Rear Key ครับ ซึ่งจะแยกออกเป็น 3 ปุ่มด้วยกัน ได้แก่
  • ปุ่มลูกศรชี้ขึ้น ตามปกติแล้วจะใช้เป็นปุ่มเพิ่มเสียง แต่ถ้าในระหว่างปิดหน้าจออยู่ หากกดค้างไว้จะเป็นการเรียกแอพ QuickMemo มาสำหรับจดบันทึก/วาดรูป เพื่อความรวดเร็วในการใช้งาน
  • ปุ่มกลาง เป็นปุ่มปิด/เปิด/ปลดล็อกหน้าจอตามปกติ จะเห็นว่ามีไฟ LED สว่างขึ้นมารอบปุ่มด้วย ซึ่งไฟนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมกดปิดหน้าจอลงไปครับ ส่วนการทำงานโดยละเอียด คงต้องตอนได้เครื่องมารีวิว ถึงจะได้ลองอย่างเต็มที่อีกที
  • ปุ่มลูกศรชี้ลง ตามปกติแล้วจะใช้เป็นปุ่มลดเสียง แต่ถ้าในระหว่างปิดจออยู่ หากกดค้างไว้จะเป็นการเปิดใช้งานกล้องถ่ายรูปครับ สะดวกมากๆ ในการถ่ายรูปอย่างรวดเร็ว และที่จะเห็นประโยชน์ที่สุดก็คือการใช้กดชัตเตอร์ถ่ายรูปตัวเองด้วยกล้องหน้า เพราะสามารถใช้นิ้วชี้กดปุ่ม Rear Key เพื่อถ่ายรูปได้เลย ไม่ต้องใช้นิ้วหัวแม่มือเอื้อมมากดที่หน้าจอหรือปุ่มข้างเครื่องอีกต่อไป
เรื่องของการใช้งานปุ่ม Rear Key จริงๆ นั้น เท่าที่ได้พรีวิว LG G2 ในงาน คงยังบอกอะไรไม่ได้มากนักครับ เหตุเพราะนิ้วยังชินกับการกดปุ่มปลดล็อกหน้าจอตรงข้างเครื่องอยู่เลย ยังสับสนและลึมไปว่าปุ่มมันย้ายไปอยู่ด้านหลัง
ส่วนด้านบนเหนือ Rear Key ขึ้นไปก็เป็นกล้องหลังที่อยู่ในแนวเดียวกับแฟลช LED ครับ
พอดูด้านข้าง จะเห็นว่าแถบปุ่ม Rear Key จะนูนขึ้นมาเล็กน้อยตรงปุ่ม Power นะครับ ช่วยให้สัมผัสและสังเกตได้ง่ายว่าปุ่มใดอยู่ตรงไหน
และสำหรับการปลดล็อกหน้าจอ นอกจากจะใช้ปุ่ม Power ที่อยู่หลังเครื่องแล้ว ยังสามารถทำได้อีกหนึ่งวิธี นั่นคือการใช้นิ้วเคาะจอ 2 ครั้ง จอก็จะติดขึ้นมาพร้อมให้เราได้ปลดล็อกตามรูปแบบที่ตั้งไว้ได้เลย โดยฟีเจอร์นี้ได้ชื่อว่า Knock On นะครับ
กล้องหลังสามารถถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุด 13 ล้านพิกเซล และถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 1080p ที่ 60 fps เลย
ซ้ายบน – ภาพขอบขวาของเครื่อง ไม่มีปุ่มใดๆ เลย
ขวาบน – ภาพขอบซ้ายของเครื่อง มีแถบสำหรับแงะเปิดฝาหลังอยู่
ซ้ายล่าง – ด้านบนของเครื่อง มีช่องไมค์ตัดเสียงรบกวน ส่วนจุดดำด้านขวานั้น เป็นช่องอินฟราเรดสำหรับใช้เป็นรีโมทสั่งงาน
ขวาล่าง – ด้านล่างของเครื่อง มีช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรปกติ และช่องลำโพง
ก็พอหอมปากหอมคอกันไปนะครับ สำหรับการแฮนด์ออน พรีวิว LG G2 จากงานเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะขอสรุปประเด็นสำคัญๆ ได้เป็นดังนี้
  • LG G2 จะเริ่มวางขายช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้
  • เราน่าจะได้เห็น LG G2 วางขายในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Showcase ที่จะจัดในวันที่ 3-6 ตุลาคมนี้พอดิบพอดี
  • ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท ซึ่งก็น่าจะเป็นรุ่น 16 GB คาดเดาว่าน่าจะ 18,000 – 19,900 บาท ตามระดับของรุ่นไฮเอนด์ 
  • ส่วนรุ่นความจุ 32 GB น่าจะมีราคาออกมาเกิน 20,000 บาทเล็กน้อย
 ที่มา specphone.com